What is burnout ? And how to deal with it. วิธีจัดการกับ Burnout
- You-Dee Organization
- 28 พ.ย. 2564
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 19 เม.ย. 2566

ทำความรู้จักอาการ “Burnout” กันก่อน
Burnout คืออะไร ? Burnout หมายถึง อาการเหนื่อย รู้สึกท้อ หมดเรี่ยวแรงในการทำงานหรือภาระหน้าที่ที่ทำอยู่ หรือที่เราเรียกกันว่า “หมดไฟ”
อาการ Burnout จะทำให้เรารู้สึกท้อ หมดกำลังใจ ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือก็คือกีดกันเราจากความ Productive นั่นเอง
ไม่ใช่แค่กับเรื่องงานเท่านั้น ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องครอบครัว เรื่องสังคม หรือแม้แต่เรื่องความรัก ก็สามารถเกิดอาการ Burnout ได้เหมือนกัน
การเรียน Online & Work from Home คงทำให้หลายคนเกิดอาการ Burnout กันใช่หรือเปล่า ? Burnout เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการรู้สึก Burnout บ้างไม่ใช่เรื่องแปลกเลย แต่หากเรารู้สึก Burnout ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็อาจส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจในระยะยาว
อาการ Burnout แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ
Overload burnout เกิดจากการทำงานหนักเกินไป โดยไม่จัดตารางเวลาที่เหมาะสม
Under-challenged burnout รู้สึกเบื่องาน/สิ่งที่ทำอยู่
Neglect burnout เกิดจากการที่เรารู้สึกหมดหวัง ไม่รู้จะไปต่อยังไง รู้สึกมาไม่ถูกทาง ขาดความเชื่อมั่นในความสำเร็จ
ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เราปล่อยปละเลยและสุดท้ายก็อาจทิ้งงาน/หน้าที่นั้นไปในที่สุด
แต่ไม่ต้องห่วง เพราะพวกเรามีวิธีจัดการกับอาการ Burnout มาบอก !
How to deal with BURNOUT ?
Get enough sleep พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นวิธีที่ง่ายและสำคัญมาก การนอนหลับให้เพียงพอจะช่วยลดความเครียด และส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมาก
Try a relaxing activity ทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น โยคะ นั่งสมาธิ จะช่วยให้จิตใจสงบและลดความเครียดได้เป็นอย่างดี
Talk with your supervisor คุยกับหัวหน้างาน/อาจารย์ การได้ปรึกษาปัญหากับผู้ที่ดูแลเราโดยตรงจะทำให้เราเข้าใจสาเหตุของปัญหามากขึ้น และช่วยกันหาวิธีแก้ไข
Find support ปรึกษากับเพื่อนที่ไว้ใจหรือคนในครอบครัวจะทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น อาจจะไม่ได้ปรึกษาเพื่อหาทางออก แต่แค่ระบายความในใจก็ได้
Get moving ขยับร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยพักความคิดจากเรื่องที่เรากำลังกังวลอีกด้วย
Live healthy รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ
Reframe the way you look at work ลองเปลี่ยนมุมมองต่องานใหม่ ปรับทัศนคติที่มีต่องาน มองหาคุณค่าในงานที่ทำ นึกย้อนกลับไปถึงเหตุผลที่เราเลือกทำงานนี้ จะทำให้เรามีความสุขกับงานและมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น
Be more optimistic หัดมองโลกในแง่ดี เปิดใจให้คนรอบข้าง
Take time off หยุดพักบ้าง ให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน ใช้เวลากับตัวเองหรือคนที่เรารัก
Take a break from technology หลายคนมักจะพักผ่อนด้วยการเล่นมือถือ ดูโทรทัศน์ เล่นโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้วการที่เราเล่นมือถือนั้น แทนที่จะเป็นการพักผ่อนกลับเป็นการทำลายสุขภาพของเรา นอกจากจะทำให้ปวดหัวและเสียสายตาแล้ว การใช้โซเชียลมีเดียตลอดเวลายังทำให้เกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ดังนั้นลอง Social Detox ปิดมือถือสักวัน แล้วลองหากิจกรรมอื่น ๆ ทำแทน หรือถ้าไม่มีเวลาก็กำหนดช่วงเวลา No Screen Time ในแต่ละวันก็ได้เช่นกัน
เขียนโดย ธนนันท์ ศรีบุญเรือง ออกแบบโดย เกวลิน ศรีสุนนท์
แหล่งอ้างอิง:
WebMD Editorial Contributors. (2563). Burnout: Symptoms and Signs. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.webmd.com/mental-health/burnout-symptoms-signs
Melinda Smith, M.A., Jeanne Segal, Ph.D., and Lawrence Robinson. (2564). Burnout Prevention and Treatment. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.helpguide.org/.../burnout-prevention-and...
โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน. (2564). เครียดเกินไป ระวัง BURNOUT SYNDROME ภาวะหมดไฟในการทำงาน. สืบค้นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.paolohospital.com/.../%E0%B9%80%E0%B8%84%E0...






Reframing screen time not just as a habit, but as a deliberate choice, makes the "Social Detox" feel less like a restriction and more like reclaiming space. Whether it’s an entire day or even just a focused "no-tech" hour after work, creating that friction against the digital world is essential for resetting our mental baseline. It’s interesting how much "quiet" we miss out on because we are constantly filling those small gaps in the day with information loops. Official Site
อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกตรงสุดๆ กับเรื่อง Under-challenged burnout เพราะช่วงนี้รู้สึกเบื่องานประจำมากจนไม่มีแรงฮึด แต่พอเห็นที่บทความบอกว่า Burnout เกิดได้จากหลายด้านไม่ใช่แค่งาน ก็ทำให้ลองหากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบทำดู อย่างช่วงนี้ก็เพิ่งลองเล่น the choicer voicer game ที่ต้องใช้เสียงเลียนแบบตัวละคร มันเป็นอะไรที่สนุกและท้าทายต่างจากงานไปเลย ได้หัวเราะกับตัวเองตอนเลียนแบบไม่เหมือนด้วย แค่ได้ทำอะไรที่มันไม่จริงจังแบบนี้ก็ช่วยรีชาร์จพลังใจได้เยอะเหมือนกันนะ
This ChexSystems consumer login blog is very nice, thanks for sharing this with us!!!
อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกตรงสุดๆ โดยเฉพาะตอนที่พูดถึง Overload burnout เพราะเรากำลังเจออยู่พอดี คือทำงานหนักมากจนไม่รู้จะจัดตารางเวลายังไงดี แต่ที่ตกใจคือช่วง Work from Home มันทำให้เรายิ่งแยกไม่ออกว่าเมื่อไหร่ควรหยุดพัก บางทีการเช็คสภาพร่างกายตัวเองเบื้องต้นก็ช่วยได้เหมือนกันนะ เราเพิ่งลองใช้ scroll test เพื่อดูว่าเมาส์เรามีอาการกระตุกหรือเปล่า ซึ่งมันก็ช่วยลดความรำคาญใจตอนทำงานไปได้เยอะเลย แค่เรารู้สึกสบายกายกับอุปกรณ์ที่ใช้ มันก็ช่วยลดความเครียดระหว่างวันได้จริงๆ นะ
อ่านแล้วรู้สึกว่า burnout ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องของการสะสมความเหนื่อยล้าจากทุกด้านจริงๆ โดยเฉพาะตอนที่เราลืมหยุดพักตัวเอง อยากลองเอาเทคนิคจากบทความไปปรับใช้ดูบ้าง เริ่มจากหาเวลาว่างให้ตัวเองสัก 10 นาทีต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ระหว่างนี้ก็ลองหาตัวช่วยดีๆ อย่างแอปหรือคอร์สที่เกี่ยวกับการจัดการความเครียดมาประกอบด้วยก็ได้นะ https://ai-logo-generator.com